ข่าวสาร ลดต้นทุนการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ 18 มิถุนายน 2568   61   พัชรสินี อินทร์ชู #ข้อมูลดาวเทียม #เทคโนโลยีอวกาศ #ภูมิสารสนเทศ #คาร์บอนเครดิต #ก๊าซเรือนกระจก #GISTDA

ตลาดคาร์บอน (Carbon market) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่นานาประเทศใช้ในการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases : GHGs) ที่เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนสำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ได้พัฒนา “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” หรือ “โครงการ T-VER” ขึ้นเพื่อเป็นกลไกที่สนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยโดยความสมัครใจและสามารถนำปริมาณการลดการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ T-VER ไปจำหน่ายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศได้ ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (https://www.tgo.or.th/2023/index.php/th/ ) ระบุปริมาณและมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 มียอดสะสม 3,598,457 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่า 322,614,985 บาท โดยโครงการประเภทชีวมวล มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสูงที่สุด คือ 1,578,308 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและมีราคาเฉลี่ย 36.82 บาทต่อตัน ขณะที่คาร์บอนเครดิตในโครงการประเภทป่าไม้ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยมีปริมาณการซื้อขาย 315,553 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและมีราคาเฉลี่ยสูงถึง 305.14 บาทต่อตัน

ปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทย ผู้พัฒนาโครงการต้องมีการประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตตามระเบียบวิธีการที่ อบก.กำหนด ซึ่งมีการประเมินคาร์บอนในโครงการหลายประเภท ทั้งด้านพลังงาน ระบบขนส่ง การจัดการของเสีย โรงงานอุตสาหกรรม การดักจับหรือใช้ประโยชน์จากก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการเกษตร

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการประเมินคาร์บอนเครดิตที่ค่อนข้างสูง ถือเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาโครงการ ฯ โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่แม้จะมีความพร้อมและมีศักยภาพ แต่อาจทำให้ได้รับผลตอบแทนที่เรียกว่า “ไม่คุ้มค่า” ส่งผลให้ตลาดคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้และการเกษตรของประเทศไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือ จึงได้นำเสนอระเบียบวิธีใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยให้การประเมินการกักเก็บคาร์บอน มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง สามารถประเมินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อย่างเช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่นำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการประเมินคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้และการเกษตร

ล่าสุด อบก. ได้ประกาศรับรอง “การประเมินการกักเก็บมวลชีวภาพ (คาร์บอน) สะสมในพื้นที่ป่าด้วยแบบจำลอง Machine Learning เพื่อการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศไทย และการประเมินมวลชีวภาพป่าไม้ด้วยอากาศยานไร้คนขับ ในระดับรายแปลง”

โดยรองรับการประเมินบนพื้นที่ป่า 4 ประเภทและ 1 พืชเกษตร คือ ป่าดิบเขา ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพาราที่ ผ่านมาการประเมินตามระเบียบวิธีการของ อบก. ได้กำหนดไว้ 4 ทางเลือก คือ 1.การนับจำนวนต้นไม้ 2.การวัดขนาดต้นไม้ 3.การใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ 4.อื่น ๆ ตามที่ อบก. พิจารณาเห็นชอบ

สำหรับวิธีที่ 1 และ 2 เหมาะสำหรับพื้นที่ไม่กว้างมาก แต่สำหรับพื้นที่ที่มีหลายร้อยไร่ถึงเป็นพันไร่ การที่จะใช้คนนับต้นไม้หรือว่าวัดความสูงของต้นไม้ค่อนข้างทำได้ยาก จึงต้องใช้วิธีที่ 3 ซึ่งมี 2 ขั้นตอน คือ การนำภาพถ่ายดาวเทียมมาดูขอบเขตพื้นที่ปลูกต้นไม้ และเมื่อรู้ขอบเขตแล้วจะนำมาสุ่มวางแปลงตรวจวัดการเติบโตความสูงของต้นไม้ ตามที่ อบก.กำหนดไว้ เช่น พื้นที่มากกว่า 300 ไร่ ต้องวางแปลงตัวอย่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 แล้วนำมาคำนวณในสมการร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม ก็จะได้ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของปีฐานนั้น ๆ 


ข้อมูลโดย : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) : GISTDA (10/06/2568)

เลขที่ 17 ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ติดต่อสอบถาม : Tel. 0-2223-0021-9 , 0-2223-2593-5 , 0-2222-4102-9

Email : webmaster@dede.go.th

          

สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2561 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537