ข่าวสาร ทำไม! ประเทศไทยต้องมีกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 19 มกราคม 2569   38   พัชรสินี อินทร์ชู #ดาวเทียม #THEOS1 #THEOS2 #THOES3 #SATELLITE #GISTDA

ในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมา “เทคโนโลยีดาวเทียม” ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แม้จะมีการการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านภัยพิบัติมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในบทบาทของ “ผู้รับข้อมูลดาวเทียม” จากต่างประเทศเป็นหลัก และยังขาดองค์ความรู้หรือประสบการณ์ในด้านการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศด้วยตนเอง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อให้บริการภาพถ่ายจากดาวเทียมในขณะนั้นได้ริเริ่มโครงการพัฒนา “ดาวเทียม THOES-1” หรือ “ดาวเทียมไทยโชต” ขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยที่ขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2551 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากดาวเทียมไทยโชตผ่านการปฏิบัติภารกิจมาแล้วมากมาย ในการติดตามและสำรวจเชิงพื้นที่ร่วมกับดาวเทียมสำรวจจากทั่วโลก โดยเฉพาะการติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อย่างเช่น ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน

15 ปีต่อมา ดาวเทียม THOES - 2 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงที่ 2 ของประเทศไทย ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 9 ตุลาคม 2566 เพื่อทดแทนดาวเทียม ไทยโชตที่ปฏิบัติงานมานานจนใกล้จะหมดอายุการใช้งาน โดย THOES- 2 เป็นดาวเทียมที่ติดตั้งกล้องแบบออปติคัล สามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงมากในระดับ 50 เซนติเมตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีรายละเอียดสูง และในโครงการ THOES- 2 นี้เอง ได้มีการพัฒนา “ดาวเทียม THOES- 2A” ดาวเทียมขนาดเล็ก ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรชาวไทย ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดสร้างดาวเทียม ปัจจุบันการสร้างดาวเทียม THOES- 2A แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างรอการนำส่งขึ้นสู่วงโคจรในเร็ว ๆ นี้

ขณะเดียวกัน GISTDA กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรขนาดเล็ก ดวงที่ 4 ของประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตร โดยเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย ด้วยฝีมือการออกแบบของทีมวิศวกรไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้จากการร่วมพัฒนา THOES- 2A อีกทั้งยังมีการใช้ชิ้นส่วนบางส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย คาดว่าดาวเทียม THOES- 3 นี้จะสามารถพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมขึ้นสู่วงโคจรได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

เรียกว่าเกือบ 20 ปี กับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของดาวเทียม 3 ดวง ทั้งดาวเทียมหลัก ดาวเทียมขนาดเล็ก และดาวเทียมที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงยังมีดาวเทียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 1 ดวง

แต่ด้วย ความต้องการในการนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ดาวเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ายัง “ไม่เพียงพอ” ที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ของประเทศทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา

นอกจากนี้ดาวเทียมที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพได้เฉพาะเวลากลางวัน และไม่สามารถถ่ายทะลุเมฆได้ ทำให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมต่างประเทศ เช่น เรดาร์ (SAR Sensors ) ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านความต่อเนื่องและทันท่วงที

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา “ดาวเทียมสํารวจโลกของประเทศไทย” GISTDA จึง ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย” หรือ “THAILAND'S EARTH OBSERVATION SATELLITE CONSTELLATION” ขึ้น โดยมีเป้าหมาย “ประเทศไทยควรมีกลุ่มดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก 12 ดวง ในระยะเวลา 6 ปี ” 

“ดร.พรเทพ นวกิจกนก” ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA กล่าวว่าโครงการดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ครอบคลุม ภารกิจ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติ คือ Industrial Economy , Empowering Knowledge Economy และ Smart Data Economy

ทั้งนี้การพัฒนา “ดาวเทียม 12 ดวงใน 6 ปีนับจากวันอนุมัติโครงการ” ได้ผ่านการวางแผนที่พิจารณาภาพรวมการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับดาวเทียมที่มีอยู่ ณ เวลานั้น ๆ ทั้งดาวเทียมของไทยและต่างประเทศ อย่างเช่น กลุ่มดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งมีประมาณ 5 ดวง ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับดาวเทียมกลุ่มอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม Sentinel เพื่อให้ทำงานเสริมกัน ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

“ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การออกแบบกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว จึงเน้นที่ภารกิจเป้าหมายในแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน โดยมีทั้งกลุ่มดาวเทียม แบบ ออปติคัล แบบเรดาร์และแบบตรวจจับความร้อน ขณะเดียวกันที่มาของดาวเทียมก็มีทั้งแบบทีมวิศวกรไทยเข้าร่วมพัฒนา เช่นเดียวกับดาวเทียม THOES- 2 การออกแบบเองแล้วจ้างผลิต และแบบจัดซื้อดาวเทียมจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย”

  • สำหรับดาวเทียมทั้ง 12 ดวง ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ 3 เรื่องหลักของประเทศ โดยกลุ่มดาวเทียม THOES-3 จำนวน 5 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านการเกษตร กลุ่มดาวเทียม THOES-4 จำนวน 2 ดวง และ THOES-5 จำนวน 4 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านภัยพิบัติและความมั่นคง ส่วนดาวเทียม THOES- 6 จำนวน 1 ดวง ตอบโจทย์ภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
หากแผนการพัฒนาโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย ดร.พรเทพ บอกว่า ประเทศไทยนอกจากจะได้กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศแล้วบุคลากรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการร่วมสร้างดาวเทียมสมัยใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยเพื่อใช้งานในระบบ

ดาวเทียมตาม มาตรฐานสากล ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าของข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นําด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.พรเทพ บอกอีกว่า ภายใต้โครงการนี้วงเงินงบประมาณ อาจจะดูเหมือนสูงมาก เนื่องจากเป็นการพัฒนาพร้อมๆ กันทั้งระบบ ซึ่งในโครงการจะมีทั้งการจัดหากลุ่มดาวเทียมและปรับปรุงระบบสถานีรับสัญญาณ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของประเทศในด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาระบบประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียม

หากแผนการพัฒนาโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย ดร.พรเทพ บอกว่า ประเทศไทยนอกจากจะได้กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศแล้ว บุคลากรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการร่วมสร้างดาวเทียมสมัยใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยเพื่อใช้งานในระบบ

ดาวเทียมตาม มาตรฐานสากล ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่างๆ ได้อย่างประสิทธิภาพและที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าของข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นําด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา“ดาวเทียมสํารวจโลกของประเทศไทย” GISTDA จึงขับเคลื่อน “โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย” หรือ “THAILAND'S EARTH OBSERVATION SATELLITE CONSTELLATION” ขึ้น



ข้อมูลโดย : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) : GISTDA (17/09/2568)



เลขที่ 17 ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ติดต่อสอบถาม : Tel. 0-2223-0021-9 , 0-2223-2593-5 , 0-2222-4102-9

Email : webmaster@dede.go.th

          

สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2561 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537