ทราบกันดีว่า..การเผาไหม้ทั้งในพื้นที่ป่าไม้และการเกษตร เป็นการเร่งการปลดปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพของคนเราในปัจจุบัน
แต่อยากรู้หรือไม่ ! ว่าสถานการณ์พื้นที่เผาไหม้ของประเทศไทยในปัจจุบัน ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศไปแล้วมากน้อยเท่าไร...
“เทคโนโลยีอวกาศ” คือ คำตอบ ที่จะช่วยให้ได้ค่าการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นที่เผาไหม้ ที่ “แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้” ด้วยมาตรฐานการประเมินในระดับสากล
ดร.กัมปนาท ดีอุดมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายจัดการภัยธรรมชาติ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า ในปี 2566 GISTDA ได้จัดทำโครงการประเมินมวลชีวภาพ (คาร์บอน) ในภาคป่าไม้ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศในการตรวจวัด ซึ่งต้องดำเนินการคำนวณปริมาณคาร์บอนใน 5 แหล่งเก็บกัก (Carbon pool) หนึ่งในนั้นคือ เรื่องมวลชีวภาพที่อยู่ในเศษซากกิ่งไม้ ใบไม้ในพื้นที่ป่าและวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม การประเมินดังกล่าว นอกจากจะคำนวณการกักเก็บคาร์บอนแล้ว ยังดูเรื่องของปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมาจากการเผาไหม้อีกด้วย
จึงเป็นที่มาของ “การพัฒนาวิธีการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรมและในพื้นที่ป่าไม้” ที่นำ ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (Burned Area) จากการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม มาซ้อนทับ (Overlay) กับแผนที่มวลชีวภาพที่อยู่ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร เพื่อคำนวณค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่จริง
ทั้งนี้ในส่วนการติดตามพื้นที่เผาไหม้ GISTDA มีการแปลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 ที่รายละเอียดสูงถึง10 เมตรต่อพิกเซล และอัปเดทข้อมูลในทุกๆ 10 วัน มีการรายงานข้อมูลผ่านเว็บแอปพลิเคชั่น https://disaster.gistda.or.th
ขณะที่การจัดทำแผนที่มวลชีวภาพที่อยู่ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ด้วยการคำนวณปริมาณมวลชีวภาพที่มีศักยภาพในการเป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากพืชแต่ละชนิด ในแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อเกิดการเผาไหม้จึงเกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เท่ากันในที่สุด ทีมวิจัยจาก GISTDA จึงเริ่มมีการเก็บข้อมูลตัวอย่างชีวมวลในแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมทั้งประเภทของป่าไม้ และ 3 พืชหลักในพื้นที่เกษตรของประเทศไทยที่มีความเสี่ยงในการเผาสูงคือ ข้าว อ้อยและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
กระบวนที่ให้ได้มาซึ่งข้อมูลนั้น มีการลงลึกถึงในรายละเอียดชนิด พื้นที่ปลูกและลักษณะการปลูก โดยเก็บตัวอย่างกระจายทั่วทั้งประเทศ ก่อนนำตัวอย่างวัสดุส่งเข้าห้องปฏิบัติการวิจัย ทดลอง และคำนวณตามหลักวิชาการออกมาเป็นค่ามวลชีวภาพจริงในแต่ละพื้นที่ มีการพัฒนาโมเดลแบบจำลอง ที่นำเข้าข้อมูลจากการเก็บตัวอย่าง ร่วมกับการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมของมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าและในพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทย
ดร.กัมปนาท บอกว่า ในขั้นตอนสุดท้าย มีการนำพื้นที่เผาไหม้ที่วิเคราะห์ได้จากภาพถ่ายดาวเทียม มาซ้อนทับกับแผนที่มวลชีวภาพที่ได้มา ก็จะสามารถคำนวณได้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้มีคิดเป็นปริมาณเท่าไร
ผลที่ได้จากการดำเนินโครงการ ฯ พบว่า จากข้อมูลดาวเทียมในปี 2566 ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศ ประมาณ 11.28 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์มากสุด 4.4 ล้านไร่ รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ 3.9 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรกรรม1.7 ล้านไร่ และจากการคำนวณด้วยวิธีการใหม่ จะประมาณการได้ว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาชีวมวลในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้งประเทศ มีประมาณ 8.39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สามารถแบ่งตามชนิดของการใช้ที่ดิน เป็นพื้นที่ป่า ประมาณ 4.82 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่วนการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตร ซึ่งประกอบด้วย นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยและข้าวไร่ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันประมาณ 3.57 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าโดยพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด กว่า 2.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
“เมื่อทราบปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ชีวมวลในแต่ละพืช แต่ละพื้นที่ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะต้องเร่งหามาตรการในการนำชีวมวลที่เหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำชีวมวลมาผลิตกระแสไฟฟ้า นำฟางข้าวไปใช้ในกระบวนการปลูกเห็ด หรือนำไปทำปุ๋ยหมัก รวมถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่สามารถเก็บเกี่ยวและรวบรวมเศษวัสดุเหลือใช้ได้ ฯลฯ”
วิธีการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรมและในพื้นที่ป่าไม้ ที่ GISTDA พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียม การเก็บข้อมูลภาคสนาม มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ รวมถึงมีการพัฒนาแบบจำลองในการคำนวณต่าง ๆ ขึ้นมารองรับ จึงถือได้ว่า “เป็นการยกระดับมาตรฐานการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรมและในพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ให้เกิดความแม่นยำ ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความโปร่งใส ติดตาม ตรวจสอบได้ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลต่อไป”
ปัจจุบัน GISTDA ยังมีการเก็บข้อมูลชีวมวลในพื้นที่ป่าไม้และการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างการนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่เผาไหม้ เพื่อให้ได้ข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรมและในพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยในแต่ละปี ซึ่งอนาคตจะมีการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “Carbon Atlas”
ผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้ นอกจากจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลในการดำเนินนโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาชีวมวลในพื้นที่ป่าไม้และเกษตรกรรม ช่วยบริหารจัดการภัยพิบัติแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังจะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการจัดทำรายงานแห่งชาติ (National Communication : NC) และรายงานความก้าวหน้ารายสองปี (Biennial Update Report : BUR) ในอนาคต เพื่อให้การดำเนินงานด้านการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ที่จะแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการตามเจตนารมณ์ที่ประเทศไทยได้ประกาศไว้ในเรื่องของความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อีกด้วย
ข้อมูลโดย : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) : GISTDA (16/03/2569)